แกงขนุนอ่อน
ขนุนอ่อน 1 ลูก (500 กรัม)
มะเขือเทศลูกเล็ก (มะเขือส้ม) 1 ถ้วย (100 กรัม)
ชะอมเด็ดสั้น 1 ถ้วย (100 กรัม)
ใบชะพลู 9 ใบ (8 กรัม)
ซี่โครงหมูสับ 200 กรัม
เนื้อหมูหั่นบาง 100 กรัม
น้ำ 4 ถ้วย (400 กรัม)

พริกแห้งแช่น้ำ 5 เม็ด (10 กรัม)
ปลาร้าส้ม 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ข่า 4 แว่น (10 กรัม)
หอมแดง 5 หัว (25 กรัม)
กระเทียม 3 หัว (30 กรัม)
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

* โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด

     1. ทุบขนุนให้นุ่ม ปอกเปลือกผ่าเอาไส้ออก หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ แช่น้ำผสมน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก เพื่อไม่ให้ขนุนดำ
     2. ล้างใบชะพลู หั่นหลาบใบละ 3 ชิ้น
     3. เอาน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟพอเดือดใส่ซี่โครงหมูเนื้อหมู
     4. ละลายเครื่องแกงลงในหม้อ พอเดือดอีกครั้งใส่ขนุนตั้งเคี่ยวให้ขนุนสุก
     5. ใส่มะเขือส้มขิมรสถ้าอ่อนเค็มเติมเกลือ ใบชะพลู ชะอม คนให้ทั่ว
     1. ขนุนอ่อน รสฝาด มีฤทธิ์ฝาดสมาน แก้อาการท้องเสีย
     2. มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้ แต่งสีและกลิ่นอาหารช่วยระบาย บำรุงผิว
     3. ชะอม รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดี ยอดชะอมใบอ่อนมีรสจืด กลิ่นฉัน(กลิ่นหมอสุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
     4. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
     5. พริกแห้ง รสเผ็ด ขับลม ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร
     6. ข่า รสเผ็ดปร่า และร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิต ร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
     7. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
     8. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     แกงขนุนอ่อน ขนุนมีรสฝาดจะช่วยในการสมานลำไส้รักษาอาหารท้องเสียได้ โดยปกติอาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานเผ็ดมากจนเกินไป
     แกงขนุนอ่อน 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 1,053.01 กิโลแคลอรี และประกอบด้วย
          – น้ำ 1,322.42 กรัม 
          – ไขมัน 48.54 กรัม 
          – คาร์โบไฮเดรต 54.69 กรัม 
          – โปรตีน 96.16 กรัม
          – กาก 21.60 กรัม 
          – ใยอาหาร 34.6 กรัม 
          – แคลเซียม 205.83 มิลลิกรัม 
          – ฟอสฟอรัส 399.6 มิลลิกรัม 
          – เหล็ก 48.68 มิลลิกรัม 
          – เรตินอล 65.5 ไมโครกรัม 
          – เบต้า-แคโรทีน 393 ไมโครกรัม 
          – วิตามินเอ 13,225.65 IU 
          – วิตามินบีหนึ่ง 3.46 มิลลิกรัม 
          – วิตามินบีสอง 0.90 มิลลิกรัม 
          – ไนอาซิน 13.31 มิลลิกรัม 
          – วิตามินซี 185.35 มิลลิกรัม

 แกงแคไก่
     ตำรับอาหารพื้นบ้านเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างชดของอาหาร ปริมาณ ชนิดของผักพื้นบ้าน เนื้อสัตว์ เครื่องปรุง ถึงแม้การปรุงแต่งจะเรียบง่าย แต่รสชาติน่าลิ้มลอง มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ตำรับอาหารของภาคเหนือ นอกจากการบริโภคผักต่างๆ กับน้ำพริกแล้ว ยังมีตำรับแกงที่ใช้ผักพื้นบ้านหลายๆ อย่างเป็นส่วนประกอบสำคัญปรุงรวมกัน ตำรับที่ว่านี้คือแกงแค สมัยก่อนคนโบราณมักปรุงแกงแคด้วยผักและเนื้อหลายชนิด รวมกันทั้งหมดประมาณ 108 ชนิด แต่สมัยนี้พืชผักหายากขึ้นและเสียเวลาจึงปรุงตำรับอย่างย่อ ใช้เนื้อสัตว์อย่างใดอย่าหนึ่ง ผักพื้นบ้านที่ชาวเหนือเหลือกนำมาใช้ในแกงแคมักเป็นผักไม่มีรสขม ผักที่ใช้มักเป็นชะอม ใบชะพลู หน่อไม้ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับผักที่หาได้ในท้องถิ่น
ไก่หั่นเป็นชิ้นขนาด 2 นิ้ว 2 ถ้วย (500 กรัม)
ผักเผ็ดเด็ดสั้นๆ 2 ½ ถ้วย (200 กรัม)
ชะอมเด็ดสั้นๆ 1 ถ้วย (100 กรัม)
ใบชะพลู (ผักแค) หั่นหยาบ 1 ถ้วย (100 กรัม)
ตำลึงเด็ดเป็นใบ 1 ถ้วย (100กรัม)
กระเพราขาวเด็ดเป็นใบ ½ ถ้วย (50 กรัม)
ผักชีฝรั่งหั่นหยาบ ¼ ถ้วย (30 กรัม)
ผักขี้หูด ½ ถ้วย (50 กรัม)
มะเขือเปราะ 6 ลูก (100 กรัม)
มะเขือพวง ½ ถ้วย (100 กรัม)
บวบ 2 ลูก (100 กรัม)
ถั่วฝักยาว 5 ฝัก (100 กรัม)
หน่อไม้หั่นพอคำ ½ ถ้วย (100 กรัม)
น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ(45 กรัม)
น้ำ 3 ถ้วย (300 กรัม)

พริกแห้ง 7 เม็ด (100 กรัม)
กระเทียม 1 หัว (10 กรัม)
ปลาร้า ½ ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
เกลือป่น 1 ช้อนชา (8 กรัม)
ตะไคร้ 1 ต้น (40 กรัม)
หอมแดง 3 หัว (30 กรัม)
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
     1. โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
     2. ปอกเปลือกบวบ หั่นชิ้นพอคำ ล้างมะเขือเปราะ ผ่าสี่ ล้างถั่วฝักยาวหั่นท่อนสั้น
     3. ตั้งกะทะให้ร้อน ใส่ไก่ รวนให้สุกหอม ตักขึ้น พักไว้
     4. ใส่น้ำมันลงในกะทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องแกงลดผัดให้หอม ใส่ไก่ หน่อไม้ ผัดให้เข้ากัน
     5. ใส่น้ำลงในหม้อ ตักไก่และหน่อไม้ที่ผัดไว้ใส่ตั้งไฟให้เดือด ใส่ผักเผ็ด ถั่วฝักยาว มะเขือพวง
     6. ใส่มะเขือเปราะ ตำลึง ผักขี้หูด ใบชะพลู คนให้ทั่ว ใส่ใบพริก ใบกะเพรา ผักชีฝรั่ง ชะอม คนให้เข้ากัน พอผักสุกยกลง รับประทานได้
     1. ชะอม รากชะอมทีสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดี ยอดชะอมใบอ่อน มีรสจืด กลิ่นฉุน(กลิ่นหอม สุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
     2. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
     3. ผักขี้หูด รสเผ็ดเล็กน้อย แต่ถ้าทำให้สุกจะมีรสหวาน มัน
     4. ตำลึง รสเย็น ใบสดตำคั้นน้ำแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดแสบปวดร้อน และคั้นรับประทาน เป็นยาดับพิษร้อน แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ
     5. บวบ รสเย็นจืดออกหวาน มีแคลเซียม เหล็กและฟอสฟอรัสมาก
     6. มะเขือพวง รสขมเฝื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้ไอ ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ
     7. มะเขือเปราะ รสขมเล็กน้อย กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ ช่วยบำรุงธาตุ
     8. หน่อไม้ มีรสขมหวานร้อน
          – ราก มีรสอร่อยเอียนเล็กน้อย ใช้ขับปัสสาวะแก้ไตพิการ
          – ใบไผ่ เป็นยาขับฟอกล้างโลหิตระดูที่เสีย
     การรับประทานแกงแค จะได้ประโยชน์จาผักพื้นบ้านหลายๆ ชนิดซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางยาสมุนไพรแตกต่างกัน ผักที่นำมาปรุงแกงแคมีทังผักรสเย็น รสเผ็ด รสร้อน รสมัน คนโบราณมักรับประทานแกงแคในช่วงเปลี่ยนฤดูเพราะเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยน ร่างกายต้องปรับตัว บางคนมักเป็นหวัดเจ็บไข้ไม่สบายได้ง่าย แกงแคจะเป็นอาหารปรับธาตุในร่างกายให้สามารถปรับตัวเข้ากรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้
     แกงแคไก่ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 1447 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
          – น้ำ 1376.1 กรัม 
          – โปรตีน 159.9 กรัม 
          – ไขมัน 53.9 กรัม 
          – คาร์โบไฮเดรต 76.4 กรัม 
          – กาก 18.5 กรัม 
          – ใยอาหาร 4.5 กรัม 
          – แคลเซียม 2477.4 มิลลิกรัม 
          – เหล็ก 95.2 มิลลิกรัม 
          – วิตามินเอ 52697 IU 
          – วิตามินบีหนึ่ง 84.43 มิลลิกรัม 
          – วิตามินบีสอง 3.11 มิลลิกรัม 
          – ไนอาซิน 53.99 มิลลิกรัม 
          – วิตามินซี 199.30 มิลลิกรัม